ร่มจีน .....ความงดงาม

ที่แฝงประวัติศาสตร์กว่า 3,000 ปี

 

ปัจจุบันยามเมื่อฝนตก หรือแสงแดดร้อนแรง เป็นเรื่องธรรมดาที่จะได้เห็นคนถือ “ร่ม” หลากรูปแบบหลายสีสัน เดินสวนกันไปมาบนท้องถนน ภาพเหล่านี้สามารถพบเห็นได้ทุกสถานที่ทั่วโลก เพราะร่มเป็นหนึ่งในอุปกรณ์พื้นฐานที่ทุกคนต้องมีติดบ้าน

          ประเทศจีนได้ริเริ่มทำ ร่มกระดาษ โดยวัสดุในการทำคือกระดาษและไม้ วัสดุนี้ช่วยให้สามารถสร้างร่มที่มีรูปทรงสวยงามและมีน้ำหนักเบาจนเป็นที่นิยมในหลายประเทศ ร่มกระดาษจีน นั้นลวดลายจะออกแบบให้หรูหราและลวดลายที่นิยมนั้นจะเป็นในทางด้านของลายธรรมชาติ ดอกไม้ และทิวทัศน์โด่งดัง จนได้มีการส่งออกไปยังแถบยุโรป โดยความสวยงามของ ร่มจีน นั้นได้รับการนิยมอย่างรวดเร็วจากหลากหลายประเทศทั่วโลก

          "ร่ม" เจ้าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ ต้องผ่านประวัติศาสตร์แบบไม่ธรรมดามาอย่างยาวนาน จากการสืบค้นโดยอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า “ร่มที่เก่าแก่ที่สุด” ถือกำเนิดขึ้นในประเทศจีน เมื่อราว 3,000 ปีก่อน เพื่อใช้ในการป้องกันสายฝน และแสงอาทิตย์ โดยหลักฐานสำคัญที่สุดคือ การปรากฏของร่มบนรถม้าของจักรพรรดิมังกร ในสมัยราชวงศ์ซิน และมีการค้นพบร่ม ในสุสานของจักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฉิน ราว 221-207 ก่อนคริสกาล

          นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ผู้ที่คิดค้นร่มขึ้นมาคนแรกเป็นชาวจีน นามว่า “ลูแบน” นักประดิษฐ์เครื่องจักรก่อสร้าง และงานหัตถกรรมผู้ยิ่งใหญ่ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้ก่อตั้งช่างไม้” เดิมที ลูแบน สร้างร่มขึ้นเพื่อช่วยป้องกันสายฝนให้กับภรรยาที่ต้องคอยนำอาหารมาส่งให้เมื่อออกไปทำงานนอกบ้าน เขาได้รับแรงบันดาลใจจากเด็กที่นำใบบัวมาใช้กำบังฝน แล้วนำมาสร้างกรอบจากไม้ที่ยืดหยุ่นคลุมด้วยผ้า โดยมีต้นแบบจากศาลาข้างทาง รูปทรงแบบดั้งเดิมสุดคลาสสิกนี้ ยังคงนำมาใช้เป็นพื้นฐานของร่มจนถึงปัจจุบัน ร่มในช่วงแรกไม่สามารถพับเก็บได้ ส่วนร่มแบบที่พับเก็บได้นั้น ถูกคิดค้นขึ้นภายหลัง ในช่วงราชวงศ์วุยก๊ก ราว 1,700 ปี ก่อน

          ร่มของประเทศจีน ไม่เพียงแต่งดงาม ปกป้องคุณจากแสงแดดหรือฝนที่ตกลงมาแล้วนั้น  แต่ยังแฝงวัฒนธรรมต่างๆของประเทศจีน เอาไว้อย่างสมบูรณ์ กรอบไม้ไผ่ เป็นสัญลักษณ์ของอายุที่ยืนยาว รูปทรงกลมหมายถึงความสุข และการร่วมชุมนุมพบปะกันของชาวจีน สีแดง ของร่มแบบดั้งเดิม เป็นตัวแทนของความแข็งแรง มั่งคั่ง ร่มสีแดงจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศจีน ร่มจีนสมัยนั้น ยังถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและอำนาจหรือเป็นการบ่งบอกถึงชนชั้นวรรณะอีกด้วย ในช่วงที่ร่มกระดาษจีนได้รับความนิยมสูงนั้นทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นวรรณะที่ชัดเจนโดยจากการสังเกตสีของร่มนั่นเอง โดยครอบครัวธรรมดาจะใช้สีเหลืองหรือสีแดงและขุนนางกับคนร่ำรวยจะใช้สีน้ำเงิน หรือแม้แต่ในงานศพจะใช้ร่มกระดาษสีขาว ซึ่งร่มจีนนั้น แบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ร่มผ้าไหมและร่มกระดาษ

          ร่มผ้าไหม เป็นตัวแทนของความมั่งคั่ง แต่เดิมมีเพียงพ่อค้าที่ร่ำรวย ขุนนาง และเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่สามารถครอบครองได้ เนื่องจากมีราคาแพง งดงาม แต่ยากในการเก็บรักษา พวกมันค่อยๆถูกบรรจงสร้างอย่างงดงาม โครงร่มทำจากเปลือกหม่อน หรือไม้ไผ่ที่มีอายุไม่ต่ำกว่าห้าปี ที่มีความแข็งแรงยืดหยุ่น ที่นำมาจากตอนเหนือของมณฑลฟูเจี้ย แล้วทำการเคลือบด้วยน้ำยากันแมลง จากนั้นศิลปินชาวจีนจะบรรจงวาดลวดลายอันวิจิตงดงามแตกต่างกันลงบนร่มแต่ละคัน ร่มแต่ละคันจะต้องผ่านขั้นตอนการทำอย่างละเอียดกว่า 80 กระบวนการ จึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ หลังจากเวลาผ่านไปถึงสมัยราชวงศ์หมิง จึงได้เริ่มอนุญาตให้คนทั่วไปสามารถครอบครองร่มผ้าไหมได้ โดยร่มผ้าไหมที่ขึ้นชื่อ ได้รับความนิยมมากที่สุด ถูกผลิตขึ้นที่มณฑลหางโจว กระทั่งกลายมาเป็นของที่ระลึกที่ขึ้นชื่ออย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในอดีต และปัจจุบัน

ในปลายราชวงศ์เหว่ย ร่มถูกนำมาใช้เพื่อจัดอันดับสถานะทางสังคม ในสมัยราชสงศ์ฮั่น จักรรพรรดิ ใช้ร่มสีแดงและสีเหลือง เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ร่มสีเขียว ส่วนคนทั่วไปใช้ร่มสีฟ้า นอกจากนี้ ร่มถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆมากมาย ร่มเหล่านี้ถูกเรียกว่า “ร่มลู” ในสมัยโบราณของจีน มีการใช้ร่มเพื่อปัดเป่าปีศาจ และเสริมสุขภาพที่ดีของเด็กๆ ร่มยังมักถูกนำมาใช้ประกอบพิธีแต่งงาน ร่มกระดาษสีแดงถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันเจ้าสาวจากความชั่วร้าย ในบางพื้นที่ของจีน ร่มเป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์ และเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ในมณฑลหูหนาน การเต้นรำของชาวเย้าพร้อมกับร่ม แสดงให้เห็นถึงการเคารพบูชาสวรรค์ และร่มยังถูกนำมาใช้ในศิลปะการแสดงผาดโผน เพื่อสร้างสมดุลขณะที่ทำการเดินไต่เส้นลวดกลางอากาศ

          ร่มกระดาษ ปรากฏขึ้นครั้งแรก ราวศตวรรษที่ 1 พร้อมกับได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มของผู้หญิงที่มีฐานะร่ำรวยในประเทศจีน ด้วยราคาที่ถูกกว่าร่มผ้าไหม น้ำหนักที่เบา แต่แข็งแรง สามารถใช้ในการปกป้องผิวจากแสงแดดและฝน ด้วยเส้นใยเนื้อเยื่อของกระดาษที่มีความบางจนเกือบโปร่งใส ที่ถูกทาน้ำมันไล่ฝนลงบนผิวกระดาษ ทำให้ร่ม กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นเครื่องแต่งกายที่ขาดไม่ได้ของผู้หญิง หลังจากนั้นไม่นานนัก ในสมัยราชวงศ์ถัง ร่มได้รับความนิยมไปทั่วประเทศจีน และประเทศในทวีปเอเชียโดยรอบ รวมไปถึงเปอร์เซีย และประเทศตะวันตกผ่านการค้าของเส้นทางสายไหม ในช่วงเวลานั้น ร่มจีน ถูกเรียกว่า “ร่มถัง” ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่ทวีปยุโรปได้ผ่านพ้นจากยุคมืด และเกิดกระแสความกระตือรือร้นในด้านแฟชั่นจากดินแดนที่ห่างไกล ร่มจากประเทศจีน จึงได้กลายเป็นแฟชั่นประจำตัวของสังคมหญิงชั้นสูงในประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ก่อนที่ร่มจะค่อยๆพัฒนาจนกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปทั่วโลกต่อมา

แม้ว่าในปัจจุบัน ร่มทันสมัยที่ถูกสร้างด้วยพลาสติก และอื่นๆ ได้กลายมาเป็นมาตรฐานของร่ม แต่ร่มจีนโบราณก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างมากจากทั่วโลก ฐานการผลิตร่มแบบดั้งเดิมใน มณฑลฝูเจี้ยน หูหนาน และหางโจว ยังคงมีการผลิตร่มโบราณที่ละเอียดอ่อน รูปแบบที่สดใส สวยงาม ทนทาน เปี่ยมด้วยคุณภาพ และแฝงวัฒนธรรมของประเทศจีนนับล้านคันออกมาวางจำหน่ายในแต่ละปี ในปัจจุบัน ร่มกว่า 30% ของโลก ไม่ว่าจะเป็นร่มชายหาด ร่มพับ ร่มแฟชั่น หรือร่มแต่งงาน ก็ยังคงถูกผลิตขึ้นในประเทศจีนเช่นเดิม  ที่ประเทศไทย เราก็มีผลิตร่มกระดาษ มักจะเรียก ร่มบ่อสร้างหรือร่มล้านนา มีมานับร้อยปี จนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของล้านนา ซึ่งมีการสืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยในสมัยโบราณจะใช้ในราชสำนัก รวมทั้งถวายพระสงค์เพื่อเป็นพุทธบูชา การทำร่มในยุคโบราณจึงมีความประณีตด้วยฝีมือเชิงช่าง และตกแต่งอย่างงดงาม เมื่อตกทอดมาถึงยุคหลัง ที่ทรงคุณค่าในฐานะงานหัตกรรมพื้นถิ่น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

3 + 15 =